ภาพพุทธประวัติสวยงาม พร้อมคำบรรยายภาพ

สำหรับการเขียนคำบรรยายตามภาพประกอบนี้ ผมเขียนขึ้นจากที่ได้อ่านได้ศึกษาเรียนรู้ตามๆ กันมานะครับ (เขาเล่ามาอย่างไรก็ว่าตามนั้น) หากผิดพลาดประการใด...

ร้านค้าออนไลน์ ทำไว้ขายคนต่างชาติ ขายดีทีเดียวเชียว

หลังจากตั้งใจหันมาโฟกัสงานด้าน eCommerce ผมก็เริ่มทำเว็บไซต์ขึ้นมา เพื่อขายสินค้าออนไลน์และวางแผนขายทั่วโลกผ่านเว็บบริการต่างๆ อย่างเช่น อเมซอน อีเบย์ และที่อื่นๆ เพื่อใช้เป็นสื่อในการโปรโมต เว็บ www.aromascented.com ที่ผมทำขึ้นมา ซึ่งเป็นเว็บที่ขายสินค้าเกี่ยวกับเครื่องหอม น้ำมันหอมอโรม่าสปา...

บล็อกกระผมเองครับ BeBoyzself.com

ติดตามเรื่องราวความเป็นบอยซ์ได้ที่ www.beboyzself.com บล็อกที่เขียนบอกเล่าเรื่องราวในชีวิต ความฝัน เป้าหมาย ความผิดพลาดของชีวิต และ การเดินทางท่องเที่ยวของนายบอยซ์ สนุกบ้าง ฮาบ้าง เศร้าบ้าง ก็เพราะมันคือชีวิต!! คุณพร้อมที่จะก้าวเดินเคียงข้างไปกับเรื่องราวต่างๆ ผ่านบล็อกของผมแล้วรึยัง?

ไม่รู้มันประท้วงอะไรกัน รูปติดมากะธีมนี้

รูปนี้สงสัยจะออกมาประท้วง พรบ นิรโทษกรรม แน่ๆ เลย ขนาดฝรั่งหัวแดงมันยังด่า พรบ here 5 นี้เลย อายเค้ามั๊ย!! ผู้นำประเทศหญิงคนแรกของใคร เอ๊ย... ของไทย หึหึ

ไปปั่นกันเถอะ วันนี้คุณออกกำลังกายแล้วหรือยัง?

ช่วงนี้กระแสปั่นจักรยานมาแรงจริงๆ ครับ การปั่นจักรยานเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรเร็วจนเกินไป เคารพกฎจราจร และดูแลความปลอดภัยตัวเองให้ดี เมื่ออยู่บนท้องถนนด้วยนะครับ ขอให้สนุกกับการปั่นครับ เจอผมปั่นอยู่เข้ามาทักกันได้นะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก...

Monday, March 30, 2009

คู่มือการฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep Manual)

คู่มือการฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep Manual)สวัสดีครับ...

วันนี้ไปรายงานตัวลงทะเบียนเรียนกับโครงการต้นกล้าอาชีพมาครับ จุดฝึกอบรมของหลักสูตรที่ผมได้เรียนนั้น คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คณะมนุษยศาสตร์ พอไปถึงหน้าคณะฯ งงมากครับ ไม่มีจุดใดบอกเลยว่าต้องลงทะเบียนที่ไหน พยายามมองหาป้าย เจอแต่เด็กๆน้องนักศึกษา ยิ่งงงไปใหญ่ ขาวๆ ทั้งนั้น เฮ้!!! ไม่ช่ายยยยย มองหาป้ายลงทะเบียนครับ เดินเงอะงะอยู่พักใหญ่ ตัดสินใจเข้าไปถามพี่ ร.ป.ภ.ที่ยืนโบกรถอยู่ พี่เขาบอกว่ามีมาถามหลายคนมาก เขาให้ไปที่ตึกวิทยบริการโน้น...พอไปถึงที่ตึกดังกล่าว...


โครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep)เดินตรงเข้าไปตัวตึกวิทยบริการ ทางด้านขวาก็เป็นจุดลงทะเบียนเลย แค่เข้าไปเซ็นชื่อและรับกระดาษมา ๒ แผ่น ซึ่งแผ่นหนึ่งเป็นตารางเรียน อีกแผ่นเป็นแผนที่ตึกเรียน แค่นี้...แล้วก็กลับบ้านได้ ง่ายดีจัง ไม่มีเอกสารอย่างอื่น...

แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากได้หรือลืมดาวน์โหลดคู่มือการฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep Manual) เก็บไว้เป็นเอกสารเพิ่มเติมก็สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี้เลยนะครับ
คลิกที่นี้เพื่อดาวน์โหลด เพราะว่าภายในเอกสารจะบอกถึงเงื่อนไขการได้เงินเบี้ยเลี้ยงและอื่นๆ ลองดาวน์โหลดไปอ่านดูนะครับ

บล็อกโพสโดย: พชร ตั้งสกุลนาราธร [บอย] (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

Saturday, March 28, 2009

ได้เรียนแล้วโครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep)

โครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep)สวัสดีครับ...

หากจะพูดถึงโครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep) คิดว่าหลายๆคนคงจะคุ้นหูกัน และเคยได้ยินมาบ้างแล้ว สำหรับผมเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่สมัครเข้าร่วมกับโครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep) นี้ ก็เรามันคนตกงานนี่น่า อิอิ โครงการต้นกล้าอาชีพ (Tonkla Archeep) ที่ว่านี้เราสามารถเลือกสาขาวิชาที่เราสนใจจะลงเรียนได้ 5 หลักสูตรด้วยกัน สำหรับผมแล้ว หลักสูตรที่ผมเลือกมีดังนี้...

หลักสูตรที่ 1 การเรียนรู้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
หลักสูตรที่ 2 การจัดทำสื่อเพื่อธุรกิจการท่องเที่ยว
หลักสูตรที่ 3 การสร้างโฮมเพจแบบมืออาชีพ
หลักสูตรที่ 4 การผลิตสื่อการเรียนการสอน
หลักสูตรที่ 5 การประกอบอาหารและการบริหารจัดการร้านอาหาร ระดับมืออาชีพ

ซึ่งเมื่อวานเป็นการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการฝึกอบรม ผมได้ตรวจสอบรายชื่อการประกาศผล สรุปว่าผมได้เรียนหลักสูตรที่ 4 การผลิตสื่อการเรียนการสอน ซึ่งจะเริ่มเรียนในวันที่ 1 - 30 เม.ย.นี้ ดีใจมากครับ ได้เรียนฟรี แถมได้ตังค์อีกต่างหาก อิอิ

รายละเอียดหลักสูตรที่ผมจะได้เรียนนั้น คือ อบรมการทำสื่อการเรียนการสอน สื่อประสม การพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน E-Courseware และการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อการศึกษา

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดไว้ คือ หลังจากที่เรียนจบแล้ว ผมคิดจะทำสื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสร้างรายได้ออนไลน์เบื้องต้นเป็น Project แรก

หากไปเรียนมาแล้วได้อะไร หรือ มีไอเดียอะไรดีๆ จะนำมาบอกต่อกันที่ Blog ของผมแห่งนี้แล้วกันนะครับ

หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าฝึกอบรมสามารถไปรายงานตัวที่จุดฝึกอบรมของหลักสูตรที่ท่านได้รับคัดเลือก ได้ระหว่างวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2552 มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ (อย่าให้เสียสิทธิ์กันนะครับ)

แล้วพบกันใหม่ครับ...

บล็อกโพสโดย: พชร ตั้งสกุลนาราธร [บอย] (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

Sunday, March 22, 2009

กฏแปดประการสู่การประสบความสำเร็จอย่างสูงในการบรรลุเป้าหมาย

Success is not an Accident By Tommy Newberryเมื่อคุณปฏิบัติตามกฏแต่ละข้อในแปดข้อของกฏแปดประการสู่การประสบความสำเร็จอย่างสูงในการบรรลุเป้าหมายต่อไปนี้ คุณจะสามารถดึงความสามารถของคุณมาใช้ได้อย่างเต็มที่ คุณจะเป็นอีกคนในหนึ่งเปอร์เซนต์ของผู้คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง หากไม่มีกฏเหล่านี้ ผู้แสวงหาความสำเร็จมักจะประสบกับความยุ่งยาก และเกิดข้อสงสัยหลายประการในการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งมีผลให้พบกับความล้มเหลว และสรุปอย่างผิดๆ ว่ากำหนดเป้าหมายนั้น เป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ผล อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้ผลสำหรับเขา ความจริงแล้ว การกำหนดเป้าหมายนั้นใช้ได้ผลกับทุกคนบนโลก เพื่อรับประกันความสำเร็จของคุณ ลองปฏิบัติตามข้อแนะนำง่ายๆเหล่านี้อย่างตั้งใจ แล้วผลลัพธ์ของมันจะจัดการทุกอย่างเอง...


1. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องถูกเขียนออกมาอย่างชัดเจน

กฎข้อนี้ เป็นกฎข้อที่สำคัญที่สุดของการกำหนดเป้าหมาย ความหวัง และความฝันนั้น จะแปรเปลี่ยนเป็นเป้าหมายได้ด้วยการเขียนมันออกมา การเขียนเป้าหมายของคุณลงบนกระดาษ ทำให้เป้าหมายนั้นมีตัวตน จับต้องได้ และเป็นจริง จำไว้ว่าจากการศึกษาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า คนที่เขียนเป้าหมายของตนออกมานั้น มีแนวโน้วที่จะบรรลุเป้าหมายของตนมากกว่าผู้ที่กำหนดเป้าหมายของตนไว้แค่ "ในหัว" มากถึง 10 เท่า และรายงานฉบับเดียวกันนั้นได้แสดงว่าคนที่เขียนเป้าหมายของตนออกมามีรายได้มากกว่าผู้ที่มีพรสวรรค์เท่ากันแต่ละเลยการเขียนเป้าหมายออกมา 10 ถึง 100 เท่า การเขียนเป้าหมายของคุณยังช่วยคุณในการตกผลึกทางความคิด ทั้งยังเป็นเครื่องมือทางกายภาพในการรวบรวมความตั้งใจของคุณ มันจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของเส้นประสาทสมอง ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทำหน้าควบคุมการรับรู้ของสมองคุณ เมื่อคุณรับรู้และตระหนักถึงเป้าหมายมากขึ้น คุณจะสังเกตได้ว่า ผู้คน และทรัพยากรต่างๆ นั้นรับรู้เป้าหมายของคุณไปด้วย ทั้งคุณยังจะมองเห็นผู้คน ทรัพยากร ข้อมูล และโอกาสที่จะช่วยคุณในการบรรลุเป้าหมายได้อีกด้วย การเขียนเป้าหมายออกมานั้นยังเป็นการสร้างใบคะแนน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ และศึกษา โดยที่ใบคะแนนนี้จะเปรียบเสมือนเครื่องมือวัดความสำเร็จ และความก้าวหน้าในชีวิตคุณ การที่มีเป้าหมายของตัวเองปรากฎบนกระดาษนั้น จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้กับคุณ การที่คุณสามารถที่จะก้มลงมอง และเห็นว่าคุณเชี่ยวชาญในสิ่งที่คุณได้วางแผนมาก่อน เพื่อที่จะประสบความสำเร็จจะให้ความรู้สึกที่ทรงพลังถึงความมีค่าในตัวเอง และจะชักนำให้คุณกำหนดเป้าหมายที่ดี และท้าทายขึ้นในอนาคต ความสำเร็จของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเขียนเป้าหมายออกมาเหมือนการร่างสัญญาที่เชื้อถือได้ขึ้นกับตัวคุณเอง ซึ่งจะสร้างเสริมกำลังใจ และเพิ่มความมั่นใจให้คุณโดยอัตโนมัติ จำไว้ว่าในสังคมของเรา เรามักให้ความสำคัญแก่ข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าข้อตกลงปากเปล่า มันจะถูกรักษาอย่างเคร่งครัดกว่า ดังนั้น จงทำสัญญาระหว่างตัวคุณกับเป้าหมายซะ!!!

เมื่อมีคนบอกผมว่าเขาไม่ต้องการจะเขียนเป้าหมายของเขาออกมา เพราะเขา "ท่องมันจนขึ้นใจแล้ว" ผมรู้ดีว่าความจริงแล้วเขากำลังถอดใจ และสุดท้ายก็จะลืมมัน คุณควรที่จะระบุเป้าหมายออกมาเหมือนกับว่ามันได้สำเร็จเป็นจริงแล้ว เช่น "ผมมีรายได้ในปีนี้ 125,000 เหรียญ" หรือ "ผมลดแต้มต่อของผมเหลือ 6 ในวันที่ 1 มิถุนายน"

2. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องถูกเขียนขึ้นมาโดยใช้รูปประโยคที่เป็นปัจจุบัน

การเขียนกำหนดเป้าหมายออกมาโดยวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถโน้มน้าวจิตใจตนเองให้มุ่งไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ วิธีนี้จะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โครงสร้างทางความเครียดหรือความไม่สอดคล้องกันภายในใจของคุณ เนื่องจากเกิดความขัดแย้งขึ้น อย่างเห็นได้ชัดระหว่างสิ่งที่คุณอยากจะเป็นและสิ่งที่คุณเป็นอยู่จริง เกิดช่องว่างระหว่างความจริงและวิสัยทัศน์ที่มีต่ออนาคตของคุณ เนื่องจากจิตใจของคุณนั้นเกลียดความเครียดทุกประเภท ดังนั้น มันจะเริ่มตื่นตัวต่อผู้คน ทรัพยากร และความคิดที่สามารถผลักดันคุณไปสู่เป้าหมายทันที สรุปคือ จิตใจของคุณจะสร้างภาพใหม่ขึ้นมา การเขียนกำหนดเป้าหมายออกมา โดยใช้รูปประโยคที่เป็นปัจจุบันจะสามารถถ่ายทอดเป้าหมายสู่สมองในรูปแบบที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด มันจะทำให้คุณสามารถจินตนาการเป้าหมายของคุณอย่างชัดเจน และเชื่อมั่นว่าคุณจะสามารถทำมันให้เป็นจริงได้ มันจะชี้ให้จิตสำนึก และจิตใต้สำนึกของคุณเห็นว่าคุณไม่ได้อยู่ในที่ๆคุณต้องการ จงปฏิเสธที่จะเขียนกำหนดเป้าหมายของคุณ โดยใช้คำ เช่น "ผมจะทำสิ่งนี้" หรือ "ฉันจะทำมันให้สำเร็จ" เมื่อคุณใช้คำว่า "ผมจะ, ฉันจะ" จิตใจของคุณจะก่อให้เกิดความรู้สึกคลุมเครือ และห่างไกลต่อความสำเร็จ ซึ่งมีผลให้แรงผลักดันที่มีต่อความคิด กลยุทธ์ที่จะบรรลุเป้าหมาย และแรงผลักดันที่จะให้คุณเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ ในทันทีจะน้อยลง การใช้คำว่า "ผมจะ, ฉันจะ" ก่อให้เกิดการผลัดวันประกันพรุ่ง และแน่ล่ะ!!!!! เราจะเลื่อนมันออกไปให้นานที่สุด

3. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องถูกเขียนในแง่บวก

ยกตัวอย่างเช่น ควรใช้ประโยคว่า “ฉันกินแต่อาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย” แทนประโยคที่ว่า “ฉันจะไม่กินอาหารขยะอีกต่อไป” เป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่เขียน ระบุ หรือพูด ออกมาในแง่ลบ คุณไม่ควรจะพูดว่า “ผมจะไม่ตีลูกตกน้ำ” คุณควรที่จะระบุออกมาในแง่บวก เพราะความคิดของเราจะแสดงออกมาเป็นภาพ คำเป็นเพียงสัญลักษณ์ของข้อคิดเห็น ทุกๆครั้งที่คุณพูดหรือเขียนคำๆ หนึ่ง คุณจะสร้างรูปภาพขึ้นในใจ และคุณไม่สามารถที่จะสร้างภาพที่จะไม่ทำสิ่งใดๆ คุณอาจจะกล่าวว่า “ฉันไม่กินอาหารขยะ” แต่ในใจของคุณจะประมวลภาพที่ว่า “ฉันกินอาหารขยะ” จะเกิดการละเลยคำว่า “ไม่” และคุณจะแสดงแต่ภาพ “ฉันกินอาหารขยะ” ถ้าคุณกล่าวว่า "ฉันไม่อ้วน" ภาพที่ปรากฎขึ้นในความคิดคือ "ฉันอ้วน" ถ้าคุณกล่าวว่า "ผมจะไม่ตีลูกตกน้ำ" ผลก็คือ ใจของคุณก็จะนึกถึง "ผมจะตีลูกตกน้ำ" คราวนี้ คุณจะสามารถแกล้งเพื่อนร่วมก๊วนกอล์ฟของคุณ โดยการเตือนให้ระวังตีตกน้ำก่อนที่เขาจะตี แล้วเขามักจะตอบว่า "ผมไม่ตีตกน้ำหรอกน่า" แต่ผลมักตรงกันข้าม คือเขามักจะตีลูกตกน้ำอย่างแน่นอน จงจำไว้ว่าการกระทำของคุณจะสอดคล้องกับภาพที่คุณสร้างขึ้นมาในใจเสมอ คุณจึงต้องระบุเป้าหมายในแง่บวก เพื่อให้ใจของคุณเข้าใจและลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง ผู้คนมักระบุเป้าหมายออกมาในแง่ลบ เพราะเขาจะตระหนักดีในสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่อะไรก็ตามที่ตระหนักถึงจะเป็นสิ่งที่คุณพบเจอ หากคุณตระหนักถึงเป้าหมายของคุณ คุณจะเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น หากคุณตระหนักถึงความก้าวหน้า และการรับใช้ผู้อื่น คุณจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และคนอื่นก็จะคิดว่าคุณโชคดี

4. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในชีวิตคุณ

คุณควรจะสร้างเป้าหมายขึ้นมาเอง และเป้าหมายนั้นควรมีความหมายต่อคุณ หลายๆคนทำผิดพลาด โดยการตั้งเป้าหมาย ซึ่งมีความสำคัญหรือเป็นที่ชื่นชมของคนอื่น แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรในชีวิตของเขาเลย วิธีที่ดีที่สุดในการมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย คือการเข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องทำ คำว่า "ทำไม" หรือการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าของตนเองที่จะเป็นสิ่งที่เพิ่มแรงกระตุ้นให้คุณ เป้าหมายที่ดีนั้น จะต้องถูกตั้งขึ้นหลังจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงชีวิต จุดมุ่งหมายแห่งชีวิต และสิ่งที่มีคุณค่า หรือสิ่งที่คุณเห็นว่าสำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งรวมไปถึง ผู้คน สิ่งรอบตัว คุณงามความดี ความคิด ความเชื่อและความรู้สึก สิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิดปรัญชญาหรือวิสัยทัศน์ส่วนตัวของชีวิตคุณ เป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้คุณเข้าใจหรือตระหนักถึงจุดมุ่งหมายส่วนตัวในการดำเนินชีวิต การที่คุณกำหนดเป้าหมาย โดยไม่แน่ใจว่าความจริงแล้วเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และต้องการจะเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ เรามักจะรับเอาสิ่งที่มีค่าของคนอื่นมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าของเรา ด้วยเนื่องจากเราไม่เคยตั้งใจอย่างจริงจังที่จะพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญต่อเราอย่างแท้จริง เมื่อเรากำหนดเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต เราอาจจะสามารถเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ แต่ความสำเร็จนั้นประกอบไปด้วยความรู้สึกที่ว่า "นี่หรือ แค่นี้จริงๆหรือ?" สิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดและการไม่มีความสุขได้มากที่สุด คือ การที่รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่แสดงออกมาในสิ่งที่ต่างออกไป

ลองตอบคำถามต่อไปนี้ดู

1. ฉันได้วางแผนและดำเนินชีวิต เพื่อตามหาสิ่งที่มีค่าของตนเองหรือเปล่า

2. หากทำตามเป้าหมายนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ฉันจะเป็นอย่างไร

3. การที่ฉันบรรลุเป้าหมายนี้ จะนำความสุขมาสู่ใจของฉันได้หรือไม่

จงแน่ใจเป้าหมายแต่ละเป้าหมายของคุณนั้น เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าและบทบาทของชีวิตคุณ เป้าหมายและจุดมุ่งหมายในชีวิตของคุณควรจะเกี่ยวพันกันอย่างชัดเจนและแน่นเฟ้น การเดินไปสู่เป้าหมายนั้นควรจะช่วยผลักดันคุณเข้าใกล้จุดมุ่งหมายในชีวิตมากขึ้น

5. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องถูกกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง และวัดผลได้

การเขียนเป้าหมายของคุณจะต้องปราศจากความคลุมเครือและไม่ชัดเจน และเป้าหมายนั้นต้องวัดผลได้เพื่อที่คุณหรือคนอื่นจะสามารถประเมินได้ว่าคุณก้าวหน้าไปแค่ไหนแล้ว ทั้งยังสามารถบอกได้อย่างชัดเจน เมื่อคุณบรรลุเป้าหมายแล้ว หรือบอกได้ว่าคุณควรทำอย่างไรต่อไป ยิ่งคุณกำหนดอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าคุณจะต้องเดินอีกกี่ก้าวกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ยิ่งเป้าหมายนั้นชัดเจนเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมุ่งมั่นกับเป้าหมายมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งคุณมุ่งมั่นกับเป้าหมายมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมองเห็นผู้คน ความคิด และทรัพยากรรอบตัวที่จะสามารถช่วยคุณบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้นเท่านั้น การวางแนวทางที่แน่นอน และชัดเจนจะช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นได้ด้วย มันจะช่วยกระตุ้นให้คุณลงมือทำตามเป้าหมาย บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้เข้าร่วมการอบรมของผมถามว่า "ผมจะต้องกำหนดเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงแค่ไหน" ผมมักจะตอบว่า "แล้วคุณสามารถเพิ่มความเฉพาะเจาะจงขึ้นอีกได้หรือเปล่า" หากคุณสามารถเพิ่มได้อีกก็ควรทำ จงถามตัวเองอยู่เสมอว่า "ฉันจะทำให้เป้าหมายนี้ ชัดเจนกว่านี้ได้อย่างไร? ฉันจะทำอย่างไรให้มันเด่นมากขึ้น?" แล้วคุณจะค้นพบว่าความคิดสร้างสรรค์ของคุณจะเพิ่มมากขึ้นตามความชัดเจนของเป้าหมายนั้น ความคิดสร้างสรรค์นั้นต้องการแรงผลักดัน และการกำหนดเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ และจับต้องได้ ก็ทำให้เกิดแรงผลักดันนั้น อย่าได้กำหนดเป้าหมายดังต่อไปนี้ "ผมอยากจะมีความสุข" "ฉันอยากมีชีวิตแต่งงานที่ดีกว่านี้" หรือ "หาเงินมากๆ แล้วรวย" มันไม่ชัดเจนและคลุมเครือ วัดผลไม่ได้ มีความมุ่งมั่นต่ำและไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเท่าที่ควร เป้าหมายที่คลุมเครือไม่ชัดเจนจะให้ผลลัพธ์ที่น้อยนิด

6. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

การกำหนดระยะเวลาทำให้เกิดแรงผลักดันให้คุณกระทำการต่างๆ หรือพูดอีกอย่าง ก็คือ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง น่าแปลกที่มนุษย์มักเฉื่อยชาในการทำตามเป้าหมายที่มีค่าที่สุดต่อความสุขในใจในระยะยาว น่าขันที่เรามักจะให้ความสำคัญกับการทำให้ชีวิตเราดีขึ้นน้อยกว่าเรื่องอื่น เรามักจะยึดติดกับความสะดวกสบาย ซึ่งมักจะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จและความภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นควรแน่ใจว่าเป้าหมายของคุณมีการกำหนดระยะเวลาที่สมเหตุสมผลในการประสบความสำเร็จ มันสำคัญมากที่กำหนดเวลาที่เหมาะสมในการบรรลุเป้าหมาย กล่าวกันว่าไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้กับเป้าหมายที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ยกเว้นการมีเวลาที่ไม่เพียงพอในการบรรลุเป้าหมายนั้น การเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการกำหนดเป้าหมายบ่อยๆ จะทำให้คุณค่อยๆกำหนดระยะเวลาได้อย่างเหมาะสม

7. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องท้าทายและมีเหตุผล

เป้าหมายที่ดีควรจะทำให้คุณเลิกขี้เกียจและยอมตัดใจจากความสะดวกสบาย คุณต้องหัดพบกับความลำบากเสียบ้าง เพื่อให้คุณสามารถดึงเอาศักยภาพมาใช้ได้อย่างเต็มที่ คุณมักจะได้รับการแนะนำให้กำหนดเป้าหมายที่มีอัตราส่วนของความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้ 50 - 50 คุณควรจะกำหนดเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้จริง ซึ่งช่วยสร้างเสริมความมีเอกลักษณ์ และความมีวินัยในตนเองของคุณ คุณจะต้องอาศัยความเชื่อมั่นในการที่จะบังคับจิตใจของตนให้มุ่งไปสู่เป้าหมาย ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณขับรถเชฟวี่ ซึ่งถูกใช้งานมาแล้ว 15 ปี แต่รถที่คุณใฝ่ฝัน คือ รถโรลส์ลอยซ์ ลองนึกดูว่า หากคุณจอดรถติดไฟแดงอยู่ แล้วเผอิญมีรถโรลส์ลอยซ์มาจอดข้างๆ รถคุณ คุณจะเกิดแรงจูงใจให้ไปซื้อรถโรลส์ลอยซ์มาขับเลยหรือเปล่า รถโรลส์ลอยซ์คันนั้นจะเป็นแรงจูงใจให้คุณทำอย่างนั้นหรือไม่ รถคันนั้นเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังขนาดนั้นเชียวหรือ ไม่เป็นอย่างนั้นแน่ ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะว่าเชฟวี่คันเก่าของคุณกับรถโรลส์ลอยซ์นั้น ช่างแตกต่างกันเหลือเกินในความเป็นจริง ใจของคุณจะปฏิเสธความคิดที่ว่าคุณสามารถเป็นเจ้าของรถโรลส์ลอยซ์ได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเชื่อมั่นและความเป็นจริงเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว หากแต่คุณต้องกำหนดเป้าหมายในปัจจุบัน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเหมือนขั้นบันไดในการค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่น และแนวความคิดของคุณให้เหมือนกับเจ้าของรถโรลส์ลอยซ์เสียก่อน กล่าวคือ คุณอาจจะเริ่มโดยการเปลี่ยนไปขับรถหรู แต่ราคาถูกเสียก่อน แล้วค่อยขยับไปขับเมอเซเดสรุ่นที่แพงสุด

หลักการคือ ทำให้ใจมุ่งไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมาย ไม่ใช่ตรงข้าม และนี่คือ หนทางสู่การบรรลุเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินความเชื่อมั่นของคุณ วิธีการกำหนดเป้าหมายแบบนี้ จะช่วยปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ สร้างเสริมแนวคิดสู่การบรรลุเป้าหมายที่อยู่ไกล เป้าหมายที่ยากเกินไป (เมื่อเทียบกับศักยภาพของคุณในเวลานี้) เป็นสิ่งที่กักขังความคิดสร้างสรรค์ และมักจะทำให้คุณท้อใจ เมื่อคุณมีความเชี่ยวชาญในการกำหนดเป้าหมาย และมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น คุณจะพบว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง โดยการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ และบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นคุณอาจจะตั้งเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้แค่ 20 -30 เปอร์เซนต์ แต่จำไว้ว่า "ความสมเหตุสมผล" ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อย่าตั้งเป้าหมายที่ต่ำไป หากจะเกิดการกำหนดเป้าหมายที่ไม่เหมาะสม ขอให้เป็นคความไม่เหมาะสม เพราะหวังสูงไปจะดีกว่า

8. เป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ต้องถูกวางแผนมาแล้วอย่างดี

คุณจะต้องวางแผนขั้นตอนต่างๆ สู่การบรรลุเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน คุณต้องรวบรวมรายละเอียด วางแผน เขียนสิ่งที่จะต้องทำ เรียงลำดับ จัดตารางเวลา และเขียนใหม่บ่อยๆ เพื่อที่จะทำให้แผนที่วางไว้มีความรัดกุมที่สุด ตรวจทาน ปรับปรุง ร่างลงบนกระดาษ และเป็นการดีที่จะจัดเตรียมแผนสำรองที่รัดกุมเท่าๆ กับแผนหลัก ฝึกฝนตนเองให้เป็นนักวางแผนที่ดีด้วย

บทความแปลที่ผมนำมาเผยแพร่ในครั้งนี้ เป็นเพียงแค่บางส่วนของหนังสือ Success is Not Accident ของ Tommy Newberry เท่านั้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน

บล็อกโพสโดย: พชร ตั้งสกุลนาราธร [บอย] (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

ความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง

สวัสดีครับ

วันนี้พอดีเครื่องคอมฯที่ใช้อยู่เป็นประจำมีปัญหานิดหน่อยเลย ต้อง Format มันเสียใหม่และตั้งใจจะสังคายนาไฟล์ข้อมูลเก่าๆ ที่รกร้างอยู่เต็มเครื่อง พร้อมจะจัดเก็บข้อมูลใหม่ ให้แลดูเป็นระเบียบ เพื่อการใช้งานต่างๆที่สะดวกขึ้น หลังจากที่ฟอร์แมตเสร็จแล้ว เปิดเข้าไปดูในส่วนของเอกสารทั่วไปที่เซฟไว้เยอะมาก ก็เจอไฟล์เอกสารหนึ่งน่าสนใจดี อ่านแล้วได้แง่คิดดีเลยตั้งใจนำมาโพสให้ได้อ่านกันครับ ผมจำไม่ได้ว่าไปได้บทความนี้มาจากไหน แต่เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราการ เกี่ยวกับความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง... ซึ่งเนื้อหามีดังต่อไปนี้ ติดตามอ่านได้เลยครับ

ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย

ความแตกต่างข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง - คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม - คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆได้

ข้อสี่ - คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด ก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า - คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก - คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด - คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด - คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลายๆอย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า - คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้าย ข้อสิบ - คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร?

และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลางและคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

บทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราการ เกี่ยวกับความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง ก็จบแต่เพียงเท่านี้ครับ

พบกันใหม่โพสครั้งหน้าครับ

บล็อกโพสโดย: พชร ตั้งสกุลนาราธร [บอย] (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

Thursday, March 19, 2009

มาดูวิธีการทำ Read more ใน Blogger หรือ Blogspot ว่าทำอย่างไรกัน

สวัสดีครับ

มีหลายๆคนที่ใช้งาน Blogger.com หรือ ซับโดเมน Blogspot.com อยู่ คงเคยคิดอยากมี Read more... เหมือนอย่างใน Wordpress กันบ้าง เพื่อลดอัตราการดาวน์โหลดหน้าเว็บของเราให้เร็วขึ้น อีกทั้งเป็นเสน่ห์ในการดึงดูดให้ผู้อ่านได้คลิก เพื่อติดตามอ่านบทความนั้นๆ อย่างใจจดใจจ่อ สำหรับผู้ใช้งานบล็อกมือเซียนต่างๆ คงทำกันเป็นแล้ว แต่สำหรับมือใหม่นั้น คุณกำลังจะเป็นมือเซียนแล้ว...

การทำ Read more ของ blogger blogspot นั้นไม่ยากนักนะครับ หากคุณทำตามขั้นตอนที่ผมจะแนะนำต่อไปจากนี้ การที่เราจะมี read more ได้นั้น เราจำเป็นต้องเข้าไปแก้ code ตรงส่วนของ HTML ฉะนั้น ผมจึงอยากให้ระมัดระวังกันสักนิด หากผิดพลาดไป theme หรือ Template ของคุณ อาจเจ๊งได้ หุหุ ผมพูดจริงๆนะ แต่...ผมมีวิธีป้องกันมาบอกด้วย ไม่ต้องกังวลไป... มาเริ่มกันเลยดีกว่า...

หลังจากที่เรา Log in เข้าบัญชี เพื่อใช้งานบล็อกของเราแล้วนั้น ให้คลิกที่ Layout (รูปแบบ) และ คลิกอีกครั้งที่ Edit HTML (แก้ไข HTML) ซึ่งจะแสดงอยู่ที่บริเวณแถบด้านบน ลองหาดูนะครับ

เมื่อเข้ามาสู่หน้าที่เราสามารถทำการแก้ไข Code HTML แล้ว ผมอยากให้เพื่อนๆ Save รูปแบบเทมเพลตที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการป้องกันธีมหรือเทมเพลตพังอย่างที่ผมพูดไว้ก่อนหน้านี้ โดยให้เพื่อนๆ คลิกที่ Download Full Template ดังหมายเลข 1 ที่แสดงในรูป เมื่อโหลดเสร็จแล้วให้เพื่อนๆ คลิกที่ Expand Widget Templates เพื่อทำการขยายเทมเพลตออกดังหมายเลข 2 ที่แสดงในรูปนะครับ


หลังจากนั้น ให้กด Ctrl+F พร้อมกัน ระบบจะเรียกกล่องเล็กๆ ขึ้นมา ให้เราใส่ post-header-line-1 ลงไปในกล่องเล็กๆ นั้น กด Next เมื่อเจอข้อความดังกล่าวแล้วให้เพื่อนๆใส่ Code ด้านล่างนี้

*b:if cond='data:blog.pageType == "item"'>
*style>.fullpost{display:inline;}*/style>
*b:else/>
*style>.fullpost{display:none;}*/style>
*/b:if>

โดยนำ Code ใส่ไว้ใต้ *div class='post-header-line-1'/> ทำให้เหมือนในรูปด้านล่างนะครับ


เมื่อนำ Code ดังกล่าว ใส่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการกด Ctrl+F อีกครั้ง เพื่อใส่ข้อความนี้ data:post.body/ ลงไปในกล่อง กด Next หลังจากนั้นนำ Code ด้านล่างนี้

*b:if cond='data:blog.pageType != "item"'>
*a expr:href='data:post.url'>Click here to Read more...*/a>
*/b:if>

ไปใส่ไว้ใต้ *p>*data:post.body/>*/p> ดูภาพประกอบ

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยให้ลองกด Preview ดูนะครับ หากว่าหน้าบล็อกเราแสดงเป็นอันว่า Code ที่ใส่ไม่มีปัญหาใดๆ ให้กลับมาคลิก Save Template ได้เลย

ขั้นตอนสุดท้ายแล้วนะครับ ให้เรานำ Code ด้านล่างนี้

*span class="fullpost">


*/span>

ไปใส่ในส่วน Formatting (การจัดรูปแบบ) โดยคลิกที่ Setting (การตั้งค่า) แล้วไปคลิกอีกครั้งที่ Formatting (การจัดรูปแบบ) นะครับ เลื่อนแถบข้างลงมาด้านล่างสุด จะสังเกตุเห็น Post Template (แม่แบบบทความ) และมีกล่องอยู่ด้านข้างให้เราใส่ Code ด้านบนที่ผมให้ไว้ลงในกล่องดังกล่าว ดูภาพประกอบ

คลิก Save (บันทึก) เป็นอันเสร็จสิ้นการติดตั้ง Read more... แล้วครับ ง่ายๆใช่ไหมครับ???

Read more จะแสดงขึ้นเมื่อเราใส่ข้อความไว้ระหว่าง *span class="fullpost"> กับ */span>

ลองนำไปใชู้ดูนะครับ หน้าเว็บบล็อกของเพื่อนๆจะได้โหลดได้เร็วขึ้น สำหรับเพื่อนๆ ใครที่ขายสินค้า Affiliate ผ่าน Blogspot อยู่ แนะนำว่าต้องใช้ครับ...

หมายเหตุ: Code ต่างๆที่เห็นนั้น ให้แก้ * เป็น เครื่องหมาย < ทุกอันนะครับ เนื่องด้วยเทคนิคบางประการ ผมไม่สามารถใส่ Code ที่ถูกต้องให้ได้ อย่างไรแล้ว ก่อนนำไปใช้ อย่าลืมแก้ด้วยนะครับ

เพื่อนๆ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://help.blogger.com/read-more-blogger ได้นะครับ

บล็อกโพสโดย: พชร ตั้งสกุลนาราธร [บอย] (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

Sunday, March 15, 2009

แนวทางและหลักการทำงานโดยใช้หลัก Six Sigma

Six Sigma - DMAIC

สวัสดีครับ

วันนี้นั่งเขียนแผนงานและกำหนดกลยุทธ์ในการทำงานเสียใหม่ เพราะเดิมแผนงานที่ตั้งไว้ยังไม่ดีพอ เมื่อนำมาวัดผลแล้วรู้สึกว่าแย่ไปสักหน่อย ในสายตาผมเอง มองไม่เห็นถึงการพัฒนาใดๆเลย งานที่ผมทำอยู่นั้น ก็มี การทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Pay Per Click Program ต่างๆ และ การสร้างบล็อก เพื่อ Review สินค้า หรือ บริการต่างๆ ให้กับเว็บไซต์ Affiliate ที่ผมเป็นตัวแทนอยู่ เพื่อแลกกับค่า Commission งามๆ ผมกำลังมองให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และโฟกัสเพียงจุดเดียว เพื่อทำให้ลูกค้ามีความประทับใจ และเพิ่ม Profit ให้มากขึ้น

หนึ่งในกลยุทธ์หรือแนวทางการทำงานที่วัดผลได้ ที่ผมใช้อยู่ นั่นก็คือ แนวทางหลักการทำงานโดยใช้หลัก Six Sigma ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่เป็นที่นิยมเพื่อบรรลุถึงความสามารถของกระบวนการในระดับ Six Sigma ที่เป็นที่นิยมและยอมรับกันทั่วโลกประกอบด้วย 5 ชั้นตอน (DMAIC - ดีมาอิก) ได้แก่

1. กำหนดเป้าหมาย (Define Target) การกำหนดปัญหาและเป้าหมายอย่างชัดเจน ว่าอะไร ส่วนไหน ที่จำเป็นต้องปรับปรุงและจะปรับปรุงให้ถึงระดับไหน

1.1 หาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์ หรือ กระบวนการทำงาน (Process)

- ขนาด/ผลกระทบปัญหา
- ต้นเหตุก่อให้เกิดปัญหา
- เวลาที่เกิดระยะเวลานานเท่าไร

1.2 ศึกษาจากมาตรฐานการทำงาน (Performance Standard)

2. การวัดความสามารถของกระบวนการ (Measure) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เข้าใจสภาพของระบบและกระบวนการที่มี หรือใช้อยู่ ในปัจจุบัน ต้องมีความเข้าใจว่าจะวัดอะไร วัดอย่างไร วัดที่ไหน เมื่อไหร่ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ หลังจากที่ได้กำหนดประเด็นปัญหาไว้อย่างชัดเจน

1.2 ประเมินปัญหา

2.2 วัดจากระบบปัจจุบัน

2.3 เปรียบเทียบความเห็นของลูกค้าที่รับสินค้าหรือบริการ

3. การวิเคราะห์สาเหตุปัญหา (Analyze) เป็นการเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุในการที่ทำให้เกิดความคาดเคลื่อน และการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย( Variability ) ในกระบวนการ และการทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาทางขจัดปัญหา

3.1 การวัดทำให้สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ โดยดูจากข้อมูล ประกอบ จัดทำเครื่องวัดข้อบกพร่อง

3.2 ทำการวิเคราะห์จากต้นเหตุ Root Causes

3.3 ชี้ให้เห็นการแปรปรวนของกระบวนการ (Process)

4. การปรับปรุงโดยเน้นที่ต้นเหตุของปัญหา (Improve) การพัฒนาหรือการปรับปรุงสมรรถนะและประสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นการแสวงหาและพัฒนาวิธี ที่จะนำมาขจัดปัญหา รวมไปถึงการสร้างระเบียบและแผนผังของการจัดการ เพื่อลดปัญหา

5. การควบคุมกระบวนการที่มีผลกระทบ (Control) เป็นการพยายามที่จะควบคุมรักษาระดับสมรรถนะของกระบวนการที่ได้รับการปรับปรุงแล้วให้คงอยู่ในระดับที่น่าพอใจตลอดไป

ไม่ว่าจะบริษัทฯ หรือ แม้แต่ตัวคุณเอง ที่กำลังมองหาทางแก้ไขปัญหาเรื้อรังด้านคุณภาพ และปัญหาในเรื่องที่งานคั่งค้างเป็นคอขวดอยู่ตลอดสิ้นเดือน จนทำให้ต้องมีการทำงานนอกเวลาเพิ่มขึ้น อันเป็นเหตุให้เกิดอาการงบประมาณบานปลายตามมา หรือ ต้องมานั่งทำ OT กันให้เหนื่อย กลับบ้านดึกดื่น แล้วล่ะก็แนวทางหลักการนี้อาจช่วยคุณได้!!!

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเริ่มพัฒนาการทำงานของคุณเอง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองนำแนวทางหลักการ Six Sigma นี้ไปปรับใช้ดูกับการทำงานของคุณดูนะครับ

บล็อกโพสโดย: พชร ตั้งสกุลนาราธร [บอย] (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

Saturday, March 14, 2009

รู้อะไร...อย่าให้รู้อย่างเป็ด ตอนที่ ๓ ตอนจบ

สวัสดีครับ...

กลับมาว่ากันต่อนะครับ ถึงตอนไหนแล้วน่ะ... อ๋ออออ!!! การทำตัวให้รู้อย่างพหูสูต อ่ะเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า คิดว่าคงมีหลายๆคน คงจะรออ่านอยู่

ในมงคลชีวิต ๓๘ ประการ ได้อธิบายลักษณะและแนวทางการเป็นพหูสูตไว้ในมงคลชีวิตประการที่ ๗ เรื่อง "ความเป็นพหูสูต" เพื่อให้เราใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตัวเราเอง ดังนี้

ลักษณะของพหูสูต

  • รู้ลึก คือ มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งไปถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เช่น เมื่อแพทย์เห็นอาการของคนไข้ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นโรคใดและสาเหตุของโรคคืออะไร

  • รู้รอบ คือ ช่างสังเกต รู้ถึงความเป็นไปของสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น รู้ว่าผู้คน สิ่งแวดล้อม บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

  • รู้กว้าง คือ มีความรู้ในสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด รวมไปถึงสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันด้วย

  • รู้ไกล เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ คือ มองการณ์ไกล รู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตจากการเห็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน เช่น เห็นคนท่าทางไม่น่าไว้ใจ ก็รู้ได้ว่ากำลังคิดแผนร้าย


  • เมื่อรู้ลักษณะของพหูสูตแล้ว ต่อไปเรามาดูแนวทางการพัฒนาตนเองสู่การเป็นพหูสูต ซึ่งได้อธิบายไว้ดังนี้

    แนวทางปฎิบัติสู่การเป็นพหูสูต

  • เลือกเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และทำความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างหมดจดทุกแง่ทุกมุม

  • หาเทคนิคในการจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ เพื่อและนำความรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ตามสถานการณ์เมื่อโอกาสมาถึง

  • มีความกระตือรือร้นที่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม และเป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ที่จะฟังมากกว่าพูด ขยันอ่านและจดบันทึก

  • รู้จักพิจารณาอย่างมีเหตุผล มองถึงความเป็นไปได้ของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

  • ใฝ่หาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป


  • หากเราทุกคนปฎิบัติได้ตามแนวทางข้างต้น เราจะกลายเป็นคนที่ "รู้อย่างพหูสูต" ในเรื่องที่เราตั้งใจจะศึกษา แล้วสังคมของเราก็จะมีคนรู้อย่างเป็ดน้อยลง แต่จะมีคนที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมมาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

    ผมหวังว่าบทความทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่อง "อย่ารู้อย่างเป็ด" ที่ผมนำมาให้อ่านกันนี้ คงจะมีประโยชน์ไม่น้อย หากได้นำไปปฎิบัติใช้กันนะครับ

    ขอขอบคุณ วารสารนานาสาระ add free magazine มากๆ ครับ ที่มีแต่เนื้อหาสาระดีๆมานำเสนอให้นักอ่านทั้งหลายได้อ่านกัน

    บล็อกโพสโดย: บอย - พชร (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

    Friday, March 13, 2009

    รู้อะไร...อย่าให้รู้อย่างเป็ด ตอนที่ ๒

    สวัสดีครับ กลับมาต่อกันตอนที่ ๒ ต่อเลยนะครับ

    อย่างที่ได้เล่าไปแล้วบางส่วนในตอนที่ ๑ ที่ผ่านมา ผมจึงได้ตั้งคำถามๆ กับตัวเองว่าเราเป็นเป็ดหรือป่าว เพราะผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้อะไรๆ เกือบทุกอย่าง เกี่ยวกับการหารายได้บนอินเตอร์เน๊ต หรือ การหารายได้ออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การทำร้านค้าสำเร็จรูปในแบบ ecommerce การขายสินค้าผ่าน ebay การทำโฆษณาผ่าน search engine ต่างๆ การสร้างบล็อกโปรโมตสินค้า Affiliate ต่างๆ หรือ แม้กระทั่ง การสร้างเว็บไซต์และปรับแต่ง SEO ด้วย มากมายจริงๆ ยังมีอีกมากที่ผมบอกไม่หมด ผมเลยมานั่งวิเคราะห์ตัวเองใหม่ว่าจริงๆแล้ว ผมมีรายได้เยอะสุดจากอะไร ที่ไหน อย่างไร และตอนนี้ผมได้วางแผนมุ่งเน้นเพียงอย่างเดียวและจะทำให้ดีที่สุด จริงๆ แล้ว การรู้เยอะๆ เป็นสิ่งที่ดีครับ เพียงแต่รู้ลึก รู้จริงหรือป่าว ก็เท่านั้นเอง

    วันก่อนได้มีโอกาสอ่านวารสารเล่มหนึ่ง เป็นวารสารแจกฟรี มีบทความหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบ จึงขอนำมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เขียนโดย คุณประพาฬรัตน์ ยงมานิตชัย

    "รู้อย่างเป็ด" เป็นสำนวนไทยที่บางคนอาจรู้จักหรือเคยได้ยินกันมาบ้าง รู้อย่างเป็ด หมายถึง รู้ไม่จริงสักอย่างเดียว แม้จะดูรอบรู้ แต่ก็รู้ไม่ลึกซึ้ง รู้แบบครึ่งๆ กลางๆ เปรียบได้กับธรรมชาติของเป็ดที่ทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเดินก็ได้ บินก็ได้ ว่ายน้ำก็ได้ ดำน้ำก็ยังได้ แต่ทำได้ไม่เก่งสักอย่าง

    คนที่รู้อย่างเป็ด ภายนอกอาจดูเหมือนมีความรู้ความสามารถมากมาย แต่ถ้าลองสนทนาหรือทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้งแล้ว จะรู้ว่าคนประเภทนี้ ไม่ได้เก่งรอบด้านอย่างที่แสดงออกมา องค์กรใดที่มีคนรู้อย่างเป็ดมาก องค์กรนั้นจะเติบโตได้ยาก เพราะไม่มีใครรู้งานอย่างลึกซึ้งจนสามารถต่อยอดหรือสร้างสรรค์ผลงานเชิงคุณภาพได้ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรเร่งพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองไม่ไห้เป็นคนรู้อย่างเป็ด โดยการทำตนให้ "รู้อย่างพหูสูต" คือ เป็นผู้มี "ความฉลาดรู้" อย่างน้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อจะได้นำความรู้ในเรื่องนั้นไปสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่องค์กร สังคม และประเทศชาติต่อไป

    คราวหน้าผมจะมาเขียนถึง "การรู้อย่างพหูสูต" ในโพสถัดไปของ "รู้อะไร...อย่าให้รู้อย่างเป็ด ตอนที่ ๓" ห้ามพลาดนะครับ

    บล็อกโพสโดย: บอย - พชร (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

    Thursday, March 12, 2009

    รู้อะไร...อย่าให้รู้อย่างเป็ด ตอนที่ ๑

    สวัสดีครับ (เริ่มพิมพ์ สี่โมงสิบห้า)

    ผมเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว เมื่อวาน ถึงตอนตีสี่กว่าๆ เหนื่อยและง่วงมาก กลับถึงที่พักเลยรีบอาบน้ำเข้านอน เพราะต้องรีบตื่นไปทำธุระอีก ตื่นมาก้อเกือบบ่ายโมงแล้ว รีบอาบน้ำออกจากบ้านไปเทศบาล เพื่อไปยื่นเอกสารขอรับเงินผู้สูงอายุให้พ่อกับแม่ที่ปากเกร็ด และแวะไปส่งของให้ลูกค้าต่ออีกจนเย็น หมดไปหนึ่งวัน กลับมาที่คอนโด คนยืนเต็มหน้าตึกเลย งงมากเกิดอะไรขึ้น...ไฟไหม้ครับ ไฟไหม้ ชั้น ๑๒...ดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไร ตัวอาคารไม่เสียหาย โชคดีจัง เห้อ...

    มาวันนี้ ไม่มีอะไรทำ ว่างๆอยู่ กำลังนั่งดื่มชากาแฟ ตากพัดลมอุ่นๆ เพราะอากาศร้อนมาก ฟังเพลง Pom Autobahn นั่งปล่อยจิตปล่อยใจไปตามเรื่อง ออกแนวไม่อยากจะคิดอะไร จะว่าขี้เกียจก้อไม่ใช่ บอกไม่ถูก นั่งคิดเพลินไปหน่อย อ้าว...สี่โมงเย็นแล้ว หุหุ อยากรู้ไหมผมคิดเรื่องอะไรอยู่

    ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีรายได้จากการนั่งทำงานออนไลน์มาแล้วกว่าสี่ถึงห้าปี หากจะถามเรื่องรายได้ว่ามากน้อยเพียงใดนั่น คงต้องบอกว่าไม่มากและไม่น้อย เอาเป็นว่าผมไม่ได้ทำงานออฟฟิตมากว่า สี่ปีแล้ว ผมมีรายจ่ายทุกเดือน รายได้ที่หาได้จากการทำงานออนไลน์นั่น สามารถใช้จ่ายพอและเหลือเก็บนิดหน่อยในแต่ละเดือน เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่นั่งคิด และกำลังคิดจะต่อยอดอยู่ รอเขียน Mind Map

    เมื่อตอนต้นเดือนช่วงที่ผมได้ลงไปอยู่กับครอบครัวที่เกาะสมุย เพื่อช่วยขายของนั้น ทำให้ผมเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น เกี่ยวกับคนต่างชาติ ผมเองเคยมีหัวหน้าเป็นต่างชาวชาติมาหลายคนแล้ว หนึ่งในนั่นที่ผมจะนำมาพูดถึงวันนี้ คือ คนอิสราเอล

    หลายๆคนคงแปลกใจว่า ทำไมผมถึงอยากเขียนถึงคนประเทศนี้ เพราะพวกเขามีเรื่องแปลกๆอยู่หลายในเชื้อชาติ คือ เขาจะรู้ทุกเรื่องเลยครับ ไม่ว่าเราจะอธิบายอะไรไปเขาจะพูดเสมอว่า "I Know" แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้รู้เรื่องผีไรเลยครับ มันพูดไปแบบนั้นแหล่ะ แม้แต่หัวหน้าเก่าผมที่อยู่เมืองไทยมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว ก้อยังจะพูดติดปากว่า "I Know" ทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลย

    มาฟังเรื่องขำๆกันดีกว่า

    มีอยู่วันหนึ่งคนประเทศนี้ล่ะ ไปขอเช่ารถมอเตอร์ไซค์ เจ้าของผู้ให้บริการ พยายามอธิบายหลักการใช้งานของรถคันนั้นอยู่ เขาก้อเหมือนจะฟังนะ แต่ทำท่าทางลำบากออกมา แบบมากๆอ่ะ แล้วพูดเสียงดังมากๆ ว่า "I Know I Know" เจ้าของรถเช่าก้อไม่ว่าอะไร แล้วปล่อยรถออกไป เอาเป็นว่าใช้เป็นแล้วกันนะ แต่...???

    เวลาผ่านไป ๒ ชั่วโมง บุรุษแห่งแดนอิสราเอล จูงมอเตอร์ไซค์เดินกลับมา เมื่อมาถึงร้านก็โวยวายเป็นการใหญ่ว่ารถห่วย รถไม่ดี รถสตาร์ตไม่ติด ประเด็นนี้เลยครับ "สตาร์ตไม่ติด" เจ้าของรถเลย ถามกลับไปว่า ยู สตาร์ตยังไง เขาก็สตาร์ตในแบบของเขาให้ดู ครับแน่นอนว่า มันไม่ติด พวกเราได้แต่นั่งดูแล้วหัวเราะกัน (นิสัยไม่ดีนะครับแบบนี้ อย่าทำ อิอิ) สรุปคือ รถมันจะต้องเอา "ขาตั้ง" ขึ้นก่อน จึงจะสตาร์ตได้ พ่อหนุ่มนั้นเลยโดนด่าไปตามระเบียบ ฮ่าฮ่าฮ่า เสือก I Know ทุกเรื่องเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

    มีต่อตอน ๒ นะครับ...ขอตัวไปวิ่งออกกำลังกายก่อนนะครับ

    บล็อกโพสโดย: บอย - พชร (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)

    Saturday, March 7, 2009

    1 อาทิตย์ บนเกาะสมุย

    สวัสดีครับ

    ไม่ได้เขียนบล็อกมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว ตอนนี้เป็นเด็กเกาะสมุยไปแล้วครับ ลงมาจากกรุงเทพฯ มาขายของมงคลบนเกาะสมุย และช่วยพี่ชายขายของเล่นสะสมและพวก RC ต่างๆ อีกสองสามวันก้อจะกลับกรุงเทพฯแล้วครับ มาขายของเก็บตังค์ไว้ทำ PPC 555

    ส่วนบล็อกที่โพสขายของอเมซอนและที่อื่นๆ อย่างพวก CJ หรือ Clickbank ช่วงนี้ต้องใช้กำลังภายในเยอะซักหน่อย สู้ๆครับ

    แล้วจะหาเวลาว่างๆมาโพสอีก อิอิ

    บล็อกโพสโดย: บอย - พชร (อ่านว่า พะ-ชะ-ระ)